เกร็ดความรู้ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณี

เกร็ดความรู้ด้านศิลปะ วัฒนธรรม และประเพณี
การนุ่งห่มสีตามวัน คนไทยเรียก สวัสดิรักษา
สวัสดิรักษา

นุ่งห่มแบบนี้เป็นที่สั่งสอนของชนชั้นสูง ปฏิบัติกันเป็นธรรมเนียมชาววังเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่เริ่มมีการใช้สีประจำวันเพียงสีเดียว อีกประการหนึ่ง สีแต่ละวันคือ สีประจำตัวเทพยดาพระเคราะห์ประจำวันนั้นๆ จึ่งเรียกว่า การนุ่งห่มสีตามวันว่า สวัสดิรักษา ที่เรียกนุ่งห่ม คือ สไบสีหนึ่ง ผ้านุ่งที่ติดกับตัวสีหนึ่ง ทั้งนี้ สีของทั้งผ้านุ่งและสไบสามารถสลับกันได้ด้วยในบางครั้ง cr. สี่แผ่นดิน

 
 
 
 
 
 
 
 
https://www.nanitalk.com/interesting-story/212

เกร็ดความรู้ใหม่!!  การไหว้... วัฒนธรรมไทยที่ต้องรักษาไว้

“ไปลา-มาไหว้” มารยาทไทยที่เป็นวัฒนธรรมการทักทาย เวลาพบปะกันหรือลาจากกัน “การไหว้” เป็นการแสดงถึงความมีสัมมาคารวะ และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากการกล่าวคำว่า “สวัสดี” แล้วยังแสดงออกถึงความหมาย “การขอบคุณ” และ “การขอโทษ” การ ไหว้เป็นการแสดงมิตรภาพ มิตรไมตรี ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ซึ่งนับวันจะค่อย ๆ เลือนลางออกไปจากสังคมไทย ด้วยเยาวชนไทยส่วนใหญ่ รับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมายึดถือปฏิบัติ เช่น การทักทายกันด้วยการจับมือ ด้วยการผงกหัวหรือพยักหน้าต้อนรับกัน โดยปกติความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นวัฒนธรรมไทยที่แสดงความเคารพด้วยการไหว้ผู้อาวุโส หรือการรับไหว้ผู้อาวุโสน้อย ปัจจุบันกลายเป็นวัฒนธรรมที่เกิดเฉพาะกลุ่ม แทนที่จะเป็นวัฒนธรรมในสังคมของคนทุกชนชั้น

ลักษณะการแสดงความเคารพด้วยการไหว้ ที่เป็นมารยาทในสังคมที่ควรปฏิบัติกัน คือ

- การประนมมือ (อัญชลี) เป็น การแสดงความเคารพ โดยการประนมมือให้นิ้วมือทั้งสองข้างชิดกัน ฝ่ามือทั้งสองประกบเสมอกันแนบหว่างอก ปลายนิ้วเฉียงขึ้นพอประมาณ แขนแนบตัวไม่กางศอก ทั้งชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกัน การประนมมือนี้ ใช้ในการสวดมนต์ ฟังพระสวดมนต์ ฟังพระธรรมเทศนา ขณะสนทนากับพระสงฆ์ รับพรจากผู้ใหญ่ แสดงความเคารพผู้เสมอกัน และรับความเคารพจากผู้อ่อนอาวุโสกว่า เป็นต้น

- การไหว้ (วันทนา) เป็นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือ แล้วยกมือทั้งสองขึ้นจรดใบหน้าให้เห็นว่า เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง การไหว้แบบไทย แบ่งออกเป็น 3 แบบ ตามระดับของบุคคล 

- ระดับที่ 1 การไหว้พระ ได้แก่ การไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมทั้งปูชนียวัตถุ ปูชนียสถาน ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีที่ไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ โดยประนมมือแล้วยกขึ้น พร้อมกับค้อมศีรษะลง ให้หัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว ปลายนิ้วแนบส่วนบนของหน้าผาก 

- ระดับที่ 2 การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้อาวุโส ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์ และผู้ที่เราเคารพนับถือ โดยประนมมือ แล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลง ให้หัวแม่มือจรดปลายจมูก ปลายนิ้วแนบระหว่างคิ้ว

- ระดับที่ 3 การไหว้บุคคลทั่ว ๆ ไป ที่เคารพนับถือหรือผู้มีอาวุโสสูงกว่าเล็กน้อย โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายนิ้วแนบปลายจมูก 

อนึ่ง สำหรับ หญิงการไหว้ทั้ง 3 ระดับ อาจจะถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามถนัดไปข้างหลังครึ่งก้าว แล้วย่อเข่าลงพอสมควรพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ก็ได้ 

      โดยปกติวัฒนธรรมการไหว้เป็นวิถี ชีวิต ที่ถูกปลูกฝังให้รู้จักกาลเทศะ รู้จักการเคารพผู้อาวุโส กตัญญูรู้บุญคุณ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีมารยาทในสังคมดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะในเรื่องการเคารพผู้อาวุโส ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน การแสดงความเคารพในโอกาสต่าง ๆ การรู้จักจัดลำดับการวางตนที่ถูกต้อง ตามประเพณีที่วางเอาไว้ ทำให้เกิดความสงบสุขในสังคม เพราะการปฏิบัติขัดกับประเพณีที่วางไว้ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ขัดเคืองความรู้สึกซึ่งกันและกัน การมีกฎเกณฑ์มารยาทในสังคม เป็นบรรทัดฐานให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างสันติสุข

*** เอกสารอ้างอิง หนังสือคู่มือวัฒนธรรมวิถีชีวิตไทย โดยอาจารย์กนก จันทร์ขจร
ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : กฤษณา พันธุ์มวานิช กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ 
เกร็ดความรู้ใหม่!!  การแต่งกายด้วย "ชุดไทย"
 



ย้อนดูการแต่งกาย "ชุดไทย" ในสมัย ร.1 - ร.9 ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน !


 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๑
ไม่ได้แตกต่างจากสมัยอยุธยา ธนบุรี มากนัก

ผม : ผู้หญิงเปลี่ยนจากการปล่อยผมยาวทั้งหมด
         แต่เป็นการทำผมสองชั้น ด้านบนเปิดเสยใส่
        น้ำมัน และด้านล่างปล่อยผม ส่วนผู้ชายไว้
        ผม "ทรงผมมหาดไทย"
เสื้อผ้า : 
        จะเป็นการห่มสไบเฉียง นุ่งผ้าจีบ ไว้ชายพก
        มีชายสะบัดสามเหลี่ยม ส่วนผู้ชายนุ่งผ้าจีบ
        คล้ายนุ่งสะโหร่ง ไม่ใส่เสื้อ
 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๒

ผม : ยังคงไม่แตกต่างจากรัชกาลที่ ๑ มากนัก แต่
         ผู้หญิงเริ่มเกล้าผมขึ้นคล้ายผมสั้น แบบที่
         เรียกว่า ผมปีก หรือตัดสั้นมหาดไทยแบบ
         ผู้ชาย ส่วนผู้ชายเหมือนสมัยรัชกาลที่ ๑

เสื้อผ้า :
         ผู้หญิงใส่สไบเฉียงและนุ่งกระโปรงจีบเหมือน
         เดิม ผู้ชายจะเปลี่ยนมานุ่งโจงกระเบน แต่ยัง
         นิยมไม่ใส่เสื้ออยู่
 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๓

ผม : ผู้ชายยังไว้แบบเดิมอยู่ ส่วนผู้หญิงนิยมตัดสั้น
         คล้ายผู้ชาย

เสื้อผ้า : 
         ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนยาว ติดกระดุม
         ส่วนผู้หญิงการแต่งกายจะเน้นความเรียบง่าย
         ไม่ต่างจากรัชกาลที่ ๑ - ๒ มากนัก แต่สไบจะมี
         การจับจีบเพื่อความสวยงาม

 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๔

ผม : ผู้หญิงไว้ผมปีก ด้านหลังตัดสั้น บางคนโกนผม
         ขึ้นมาเหมือนทรงมหาดไทยแบบผู้ชาย ส่วน
         ผู้ชายไว้ทรงมหาดไทย แต่รัชกาลที่ ๔ จะทรง
         ไม่ไว้ทรงมหาดไทย
เสื้อผ้า :
         ผู้หญิงจะห่มสไบ แต่จะมีการใส่เสื้อไว้ด้านใน
         และสวมใส่โจงกระเบน ผู้ชายจะสวมเสื้อนอก
         เหมือนชายชาวจีนที่เกิดในมลายู อาจจะมีการ
         ผูกผ้าคาดเอว สวมโจงกระเบน

 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๕
สมัยนี้มีการรับวัฒนธรรมตะวันตก การแต่งกายจึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด

ผม : ผู้ชายเลิกไว้ทรงมหาดไทย เปลี่ยนมาเป็นไว้
         ผมยาวแบบฝรั่ง ผู้หญิงเลิกไว้ผมปีก มาไว้ผม
         ยาวประบ่า
เสื้อผ้า :
         ผู้ชายนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อราช-
         ประแตน ไปงานพิธีจะสวมถุงเท้าและรองเท้า
         ด้วย ส่วนผู้หญิงใส่โจงกระเบน สวมเสื้อ
         กระบอกแขนยาว เมื่อมีงานพิธีจะนุ่งห่มตาด
         สวมถุงเท้าและรองเท้า
 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๖

ผม : ผู้หญิงไว้ผมยาวประบ่า เสมอต้นคอหรือทำ
         ผมบ๊อบ นิยมคาดศีรษะด้วยผ้า หรือไข่มุก
         ผู้ชายตัดผมแบบยุโรป
เสื้อผ้า :
         เริ่มนุ่งซิ่นตามราชนิยม สวมเสื้อผ้าแพรโปร่ง
        บาง เสื้อคอกว้าง ส่วนผู้ชายนุ่งโจงกระเบน
        ในราชพิธีจะใส่สูท ผูกหูกระต่ายแบบฝรั่ง


 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๗

ผม : ไว้ผมสั้นตัดลอน นิยมดัดผมมากขึ้น ส่วนผู้ชาย
         ทำผมแบบยุโรป
เสื้อผ้า :
         ผู้หญิงแต่งกายแบบตะวันตกมากขึ้น สวมเสื้อ
         โปร่งบาง และนุ่งซิ่นแค่เข่า ผู้ชายจะแต่งตัว
         แบบตะวันตก คือ สวมกางเกงขายาว ใส่สูท


 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๘

ผม : ผู้หญิงดัดผมลอน และสวมหมวก ส่วนผู้ชาย
         ไว้ทรงผมแบบสากลและนิยมสวมหมวก
เสื้อผ้า :
         ผู้หญิงเปลี่ยนจากนุ่งซิ่น มาใส่กระโปรง ส่วน
         เสื้อจะใส่แบบไหนก็ได้ แต่ต้องคลุมไหล่ ส่วน
         ผู้ชายแต่งตัวแบบสากล สวมเสื้อแขนยาวคอ
         เปิดหรือปิดก็ได้

 
การแต่งกายในสมัยรัชกาลที่ ๙

ผม : ผู้หญิงเก็บผมให้ดูเรียบร้อย หรือเกล้าขึ้น
         ให้สวยงาม ผู้ชายไว้ทรงแบบสากล
เสื้อผ้่า :
         ผู้หญิงสวมใส่ "ชุดไทยพระราชนิยม" นุ่ง
         กระโปรงหรือผ้าถุง เสื้อคอแบบต่าง ๆ หรือ
         สวมชุดแบบที่เรารู้จักกันดี คือ ชุดไทย
         จิตรลดา ผู้ชายสวมเสื้อทรงกระบอก นุ่ง
         โจงกระเบน หรือใส่แบบสากลก็ได้

ชุดไทยแต่ละชุดเรียกได้ว่าสวยตระการตา เรียบร้อย และหาดูได้ยากในปัจจุบัน ชุดไทยเรามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
ขนาดชาวต่างชาติยังชื่นชอบและหลงไหลในความประณีต สวยงาม ไม่แปลกใจเลยที่ประเทศไทยเรา
เวลาประกวดตามเวทีระดับโลกต่าง ๆ มักจะได้รางวัลชุดประจำชาติกลับมา หนุ่ม ๆ สาว ๆ ยุคปัจจุบันแบบเรา
ต้องช่วยกันอนุรักษ์และเผยแพร่การแต่งกายแบบไทยให้คนรุ่นหลังและคนทั่วโลกได้เห็นกันด้วยค่ะ

ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://spiceee.net/th/articles/27857 
และ birdkm.com


              ด้านศิลปะและวัฒนธรรม
ความหมายของคำว่า "ศิลปวัฒนธรรม"

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ศิลปะ หรือ ศิลป์ (สันสกฤต: शिल्प ศิลฺป) ทั่ว ๆ ไปแล้วจะหมายถึงการกระทำหรือขั้นตอนของการสร้างชิ้นงานศิลปะโดยมนุษย์ คำแปลในภาษาอังกฤษที่ตรงที่สุดคือ Art ศิลปะเป็นคำที่มีความหมายกว้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีความหมายเกี่ยวกับการสร้างสรรค์สุนทรียภาพ, หรือการสร้างอารมณ์ต่าง ๆ

ศิลปะอาจรวมไปถึงงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น งานเขียน บทกวี การเต้นรำ การแสดง ดนตรี งานปฏิมากรรม ภาพวาด-ภาพเขียน การจักสาน หรือ อื่น ๆ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่แล้วศิลปะจะหมายถึงงานทางทัศนศิลปะพวก ภาพวาด-ภาพเขียน งานประติมากรรม งานแกะสลัก รวมถึง conceptual art และ installation art

ศิลปะนับว่าเป็นศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่มีมนุษดขึ้น และนับว่าเป็นศาสตร์ของนักปราชญ์ที่เป็นที่ชื่นชม

วัฒนธรรม    โดยทั่วไปหมายถึง รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้กิจกรรมนั้นเด่นชัดและมีความสำคัญ วิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็น พฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้น ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย และ ความเหมาะสม แต่ถ้าเป็นในวิชาหน้าที่พลเมืองจะแปลว่าสิ่งที่มนุษย์ เปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญงอกงาม และสืบต่อกันมา

                     ระบำกล้วยไม้ไทยพิไลพรรณ 

            (ชุดการแสดงที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์จัดสร้างขึ้น)


     งานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา ครั้งที่ 17 จังหวัดพิษณุโลก







          ด้านการสืบสานประเพณีของไทย
ความหมายของคำว่า "ประเพณี"
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
        ประเพณี  (อังกฤษTraditionเป็นกิจกรรมที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญต่อสังคม   เช่น  การแต่งกาย  ภาษาวัฒนธรรม ศาสนา ศิลปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเชื่อ ฯลฯ อันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมของสังคมเชื้อชาติต่างๆ กลายเป็นประเพณีประจำชาติและถ่ายทอดกันมาโดยลำดับ หากประเพณีนั้นดีอยู่แล้วก็รักษาไว้เป็นวัฒนธรรมประจำชาติ หากไม่ดีก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเทศะ
ประเพณีเทศกาลวันสงกรานต์ (พิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ)

ประวัติวันสงกรานต์

คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “สํ-กรานต” ซึ่งแปลว่า ก้าวขึ้น ย่างขึ้น หรือย้ายขึ้น โดยมีนัยความหมายว่า การเข้าสู่ศักราชราศีใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่ นั้นเอง โดยเทศกาลสงกรานต์ นั้นเป็นประเพณีที่มีความเก่าแก่ และคนไทยสืบทอดกันมาแต่โบราณ คู่กับประเพณีตรุษจีนกันเลยทีเดียว จึงได้มีการรวมเรียกกันว่า “ประเพณีตรุษสงกรานต์” ซึ่งแปลว่าการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ นั้นเอง

วันมหาสงกรานต์

ในสมัยโบราณ คนไทยถือว่า วันขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย ซึ่งจะตรงในช่วงเดือน พฤศจิกายน หรือธันวาคม ให้เป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการเปลี่ยนให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนต่อมาในสมัยยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ. 2483 ได้เปลี่ยนวันปีใหม่ให้เป็นวันสากล คือ วันที่ 1 มกราคม  แต่ถึงอย่างไร คนโบราณก็ยังคงคุ้นเคยกับวันปีใหม่ไทยในเดือนเมษายน จึงได้กำหนดให้วันที่ 13 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยร่วมด้วย

https://scoop.mthai.com/specialdays



ประเพณีเทศกาลวันเข้าพรรษา (ถวายเทียนจำนำพรรษา)

ประวัติวันเข้าพรรษา

          "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่ พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน โดยแบ่งเป็น

          - "ปุริมพรรษา" หรือวันเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี หรือถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

          - "ปัจฉิมพรรษา" หรือวันเข้าพรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่ วันแรมค่ำ 1 เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12

          อย่างไรก็ตามหากมีกิจธุระ คือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

          สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่

          1. การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย 
          2. การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้ 
          3. การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด 
          4. หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้
          นอกจากนี้หากระหว่าง เดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้ง ถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระ พุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้ 
          ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา... 
          อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์ อย่างสูง
นอกจากนี้ ยังมีประเพณีสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ "ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา"ประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษา ซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้ มีอยู่เป็นประจำทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษา พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า–เย็น และในการนี้จะต้องมีธูป-เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงพร้อม ใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็นการกุศลทานอย่างหนึ่ง เพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงส์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว 
          ตามชนบทนั้น การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ก็จะมีการแห่แหนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา 3 เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่ง มีการแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงาม โดยถือว่าเป็นงานประจำปีเลยทีเดียว
https://hilight.kapook.com/view/13698






Comments